Dec 9th, 2010 ผ้าขนหนูโดราเอมอน

แต่ไหนแต่ไรบ้านผมก็ได้ทำมาค้าขายในวงการผ้ามานาน แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายนี้เลย เป็นโปรแกรมเมอร์มาตลอด จนมีแวบนึงเริ่มเกิดความคิดที่ว่าจะเอาความรู้และประสบการณ์ที่เคยทำมา มาช่วยที่บ้านมาหากินอย่างไรดี จะให้ไปค้าขายก็ไม่ได้ถนัด เลยคิดว่าขายของออนไลน์นี่แหละวะ ที่พอจะทำได้

เมื่อเร็วๆนี้บ้านผมก็ได้เป้นตัวแทนลิข ปรสิทธิ์ผ้าขนหนูโดราเอมอนอย่างเป้นทางการจากญี่ปุ่นเลยคิดว่าเอาของที่บ้านนี่แหละมาของต่อยอดจากการขายส่งทั่วไปดู เพราะเนื่องจากประวัติโดราเอมอนก็มีมาอย่างช้านาน รวมทั้งยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น ไม่ว่ากี่ปี กี่ปีผ่านไปก็ยังมีคนนิยมชมชอบตลอด ประกอบกับพอเห็นสินค้าแล้วก็ค่อนข้างประทับใจในความน่ารักและคุณภาพการผลิด

อย่างไรก็ตามผมก็ยังเป็นมือใหม่ในการขายของออนไลน์ยังไงเพื่อนๆก็ช่วยกันอุดหนุนด้วยนะครับที่ ร้านผ้าขนหนูโดราเอมอน http://www.doraemontowel.com

May 6th, 2010 BOM (Byte Order Mark) หน้าตามันเป็นอย่างไร

การสร้างเว็บเพจแบบ utf-8 จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ utf-8 without BOM กับ utf-8 with BOM ซึ่ง utf-8 with BOM นี่แหละที่มักจะก่อปัญหา error ดังด้านล่าง error อันสุดแสนจะคลาสสิค ถ้าลองได้เขียน utf-8 ใหม่ๆ แล้วเป็นอันว่าได้เจอกันแทบทุกคน

Warning: session_start() [function.session-start]: Cannot send session cache limiter – headers already sent

 

 

ลองอ่านบทความที่ท่านอื่นได้รับผลกระทบจาก BOM กัน

1. http://www.wittaya.net/2009/02/byte-order-mark-bom.html

2.PHP ไม่ support BOM (utf-8 with BOM)

 

แล้วทีนี้มาถึงคำถามที่ว่า แล้วไอ้ BOM มันคืออะไร ผมลองหาในกูเกิลดู มันมีแต่ภาษาอังกฤษที่เขา อธิบายไว้ค่อนข้างเป็นหลักการและชัดเจน

1.http://en.wikipedia.org/wiki/Byte-order_mark

2.What is a BOM?

 

ต่อมาก็ถึงคำถามที่ว่า หน้าตามันเป็นยังไง  ผมได้สร้างไฟล์ php ขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วก็เซฟเป็น utf-8 without BOM กับ utf-8 with BOM  แล้วก็ดาวน์โหลดโปรแกรม Hex Editor Neo มาเพื่อเปิดดูไฟล์ในโหมด binary เพื่อให้เห็นหน้าตา BOM กันอย่างชัดๆ

 

นี่เป็นโค้ดที่ผมเขียน สังเกตดูนะครับ ตรงบรรทัดแรก จะไม่มีอะไรอยู่ก่อนเครื่องหมาย <?php เลย

ทีนี้มาดูกันต่อ

 

utf-8 without BOM

 

utf-8 with BOM โอ้ว… จะเห็นว่ามีตัวอะไรไม่รู้แทรกอยู่ก่อน <?php

 

ตัวนี้แหละครับที่มันจะเป็น output ก่อนใครๆ และเมื่อเจอกับคำสั่ง header(); ละก้อ error อันสุดแสนจะแคลสสิก ก็จะปรากฎทันที ทั้งที่ถ้าเราเปิดดูโค้ดด้วย edit+ หรือ dreamweaver เราจะไม่เห็นมันเลย

 

เพราะฉะนั้นสรุป

ถ้าใช้ดรีมเว็บเวอร์

 

ถ้าใช้ Edit+

เครดิต : ที่ไหนซักแห่งในอินเตอร์เนท

Apr 22nd, 2010 ผมกับการเดินทาง บน PMD

แด่เพื่อนๆ พี่น้องๆ ชาว PMD ที่รัก

ประมานสามปีกว่าที่ผ่านมา ยังจำความรู้สึกวันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาที่ PMD ได้อย่างดี โดยเข้ามาเพื่อมาสัมภาษณ์กับทางหัวหน้าทั้งสามคนอย่าง พี่เจฟ(manager) พี่อุ้ม(asst. manager) และ พี่้อ้อม(Sr. marketing) จำได้ว่าในแวบแรกเห็นพี่เจฟเป็นฝรั่ง ก็เตรียมลูกคอสปี๊กอิงลิชแล้ว แต่ที่ไหนได้พูดไทยชัดกว่าตูอีก ซึ่งก็เหมือนเคยพี่ๆ ได้เล่า ถึง u2p ให้ฟังซึ่งก็ดูน่าสนใจและท้าทายมากทีเดียว จนรอบแรกจบไป วันรุ่งขึ้นก็มีโทรศัพท์ให้ไปสัมภาษณ์รอบสองที่ บ.เรโวลิคเทค กับพี่สุขสันติ ซึ่งเป็นคนที่จะรู้เรื่องเทคนิคคอลที่นั่น แกเป็นคนที่ถามจี้ได้น่ากลัวมาก ยิงคำถามที่แบบจิตวิทยาสุดๆ ไม่ให้ดำน้ำกันเลย เราก็ตอบแบบที่เป็นเรา คือทำอะไรได้ก็ตอบตรงๆ ทำไม่ได้ก็บอกไม่ได้ แล้วหาวิธีเพื่อลองทำดู จนได้ยินแกชมเราว่า เอาคนนี้แหละไม่ต้องเลือกต่อแล้ว แกบอกชอบคนพูดตรงๆ ไม่ชอบพวกมั่ว จังหวะนั้นก็คิดว่าคงได้งานที่นี่แน่ๆ

แต่อย่างว่าแหละตอนนั้นก็รอคำตอบที่ รอยเตอร์อยู่เช่นเดียวกันในตำแหน่ง senior PERL developer เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นระหว่างช่วงจะออกจากที่เก่า ก็มีแพลนทำนู่นทำนี่ซะดิบซะดี ไม่ว่าจะเรียนโท สอบ cert หรือ พวกหัดอะไรใหม่ๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้งานที่ pmd เหมือนกัน แต่เมื่อได้ข้อเสนอที่นี่มา ก็ตกใจเหมือนกันเพราะจริงๆ ไม่เคยคิดอยากทำงานใน ธุรกิจประเภทนี้เลย เนื่องจากมองว่ามันก้าวหน้าต่อไปยากทีเดียว จึงได้คิดอยู่นาน จนกระทั่งมีคนพูดว่าทำไปก่อนเหอะ ไม่ชอบก็ค่อยออกก็ได้ จึงตัดสินใจเข้ามาสู้อ้อมอก pmd

เข้ามาวันแรกยังจำได้ดี บ. ไม่มีคอมให้ใช้เนื่องจาก IT install ไม่เสร็จ เลยต้องเอากลับบ้านไปทำเองเพื่อพรุ่งนี้จะได้มีเครื่องใช้ เดิมมีลูกน้องแค่คนเดียวคือแบ้งก์ มาทำงาน 5 วัน ได้เจอกันแค่ 2 วันเนื่องจากช่วงนั้นน้องลารับปริญญา แว๊บแรกที่เจอกัน น้องมันมีรังสีแรงมาก คือเป็นคนที่อีโก้สูง แล้วดูค่อนข้างเชื่อมั่นตัวเองสุดๆ ตอนนั้นคิดในใจเราจะทำงานกับเค้าได้ยังไง รวมถึงเจอยอดซึ่งเป็น IT ซึ่งก็มาแซวๆ เราตลอดว่าเทพอะไรอย่างงั้นมันก็เป็นความกดดันพอควรแต่ก็ทราบดีว่า ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งถูกท้าทาย

ช่วงแรกที่เข้าไปก็จะยุ่งเรื่อง server มากกว่าคือต้องเขียน requirement ของ server รวมถึงต้องมาเลือกสเป็กและราคาเอง จนกระทั่งได้ server มา ก็ยังต้องลงโปรแกรมในเครื่องโลคอลเอง เนื่องจากช่วงนั้นเราไม่มีใครที่มีความรู้เรื่อง Unix server ช่วงนั้นเกิดปัญหาเคเบิ้ลใต้น้ำเมืองไทยขาดทำให้อินเตอร์เนทพิการไปด้วยเลยทำงานด้วยความลำบากมากๆ จนกลับสี่ห้าทุ่มตลอด

ระหว่างนั้นก็ได้ดีไซน์ระบบของ u2p ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมีการเอา infrastructure และ architechture ที่ดีๆ จากที่เก่าๆ หรือที่เราเคยใช้มากเข้ามาใช้กับที่นี่ ซึ่งก็เป็นการวางรากฐานให้กับเว็บที่ต้องการจะเติบโตกับมันไปในระยะยาว แต่ในที่สุดก็มีโทรศัพท์มาจากรอยเตอร์เพื่อมาชวนไปทำงานซึ่งเงินเดือนก็มากกว่าที่ pmd หลักหมื่น ก็เลยทำให้คิดอยู่้นานทีเดียวทั้งเรื่องงาน โอกาส และเงินเดือน สวัสดิการ แต่ด้วยความรับผิดชอบ และ รักษาคำพูด จึงต้องบอกปฏิเสธที่นั่นไป เพราะเหตุผลเดียวคือ ไม่อยากทำให้ที่เดิมหยุดชะงัก(เสียใจมาจนบัดนี้ เพราะรอยเตอร์ก้าวหน้าไวมาก และงานท้าทางสุดๆ จากที่สัมภาษณ์มา)

ช่วงนั้นเรามีเวลากันจริงๆ ประมานสามถึงสี่เดือนทำในส่วนของส่วน ฟังเพลง เราเริ่มทำกันตั้งแต่ยังทำอะไรไม่ค่อ่ยเป็นในส่วนของพวก interface script พวก java , ajax หรือ flash ก็อาศัยนอนดึกหาข้อมูล นั่งลองแล้วอะไรดีก็เอามาใส่ อะไรไม่ดีก็ให้ระวัง ช่วงแรกยังเป็นการเขียนเฟรมเวิร์กมากกว่า โจทย์มีอยู่ว่าจะออกแบบระบบอย่างไรดีให้ คนทำงานที่มีพื้นฐานต่างกัน สไตล์ทำงานต่างกัน ความรู้ก็ต่างกัน สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างราบลื่นและไม่ตีกันเอง

เมื่องานผ่านช่วงแรกๆ ไปเราก็มีสมาชิกเข้ามาใหม่อีก 2 คน ซึ่งเป็นน้องยุคบุคเบิก ทั้ง แน้น และ เม แล้วหลังจากนั้นอีกไม่นานก็มีสมาชิกตามเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งพี่หยก พลอย กิ๊ฟ ตู่ หนึ่ง

จนเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นคือเราต้องมีย้ายที่ทำงานจาก ตึก คิวเฮาส์เพลินจิตสุดหรู ค่าวิน 50 เมตร 30 บาท มายังพระราม9 รัชดา ห่างไกลผู้คน ทำให้เกิดความลำบากพอควรแต่เราก็อดทนกับมันมาได้

สามปีผ่านมาแล้ว ยังจำได้ดีถึง
- วันที่เราต้องออกไปถ่ายงานกันเอง ที่ทองหล่อ
- วันที่เราโดนหักเงินมาสาย
- กล้องของพวกเราที่ไปใช้ลุยงานกัน
- งานเลี้ยงปีใหม่ที่เราไปกินกัน
- วันที่เราต้องเข้าประชุมกันทั้งทีม
- งานแฟตที่เราต้องเข้าเนื้อค่ารถกันเอง
- วันที่ใครมีปัญหาแล้วมาระบายให้กันฟัง
- เราทำงานติดรถไฟฟ้ากัน
- วันที่เรายังไปตีแบดกัน ที่อ่อนนุช
- วันที่เรามีเพื่อนที่ดีคุยกันได้ทุกเรื่อง

แต่อย่างไรเราก็มีรอยยิ้มกับสิ่งที่เราทำกัน จนเมื่อวันนึงเห็นคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนที่เรียน หรือ คนที่รู้จักกันเดินก้าวหน้าต่อไป จนเริ่มมีคำถามว่าเราพอหรือยังกับที่นี่ มีความคิดอยากออกไปทำอะไรอย่างอื่นดู โดยที่ไม่ใช่งานใหม่ เพราะคงรู้สึกผิดน่าดูที่จะทิ้งที่นี่ไว้เบื้องหลังเพื่อก้าวต่อไป เลยเลือกที่จะออกไปพักผ่อนซักชั่วคราว

จนก็คงทำให้หัวหน้าเราก็คงงงว่าคิดอะไรอยู่ และด้วยเห็นว่าอยู่ที่นี่ต่อไป เราก็คงไม่มีแรงที่จะสู้ต่อแล้ว(ก็ทำมาตั้ง 3 ปีกว่าแล้ว อยากไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ) อีกทั้งเหตุผลที่ได้จากหัวหน้าคือ คาดหวังมากกว่านี้ แต่หัวหน้าก็ไม่ให้คำตอบว่าคาดหวังอะไร เพราะถ้าจะก้าวหน้าไปเป็นระดับที่จะเติบโตขึ้นก็คงต้องพิสูจน์ตัวมากกว่านี้ เลยรู้ว่าเราควรต้องเดินต่อไปซะทีซึ่งหนทางอาจไม่ใช่ที่นี่ จนกลับมานอนคิดอีกหลายคืนว่าเราจะทิ้งที่นี่ไปได้มั้ย แล้วเราจะคิดถึงมั้ย ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะสู้กันต่อ และ เราก็มองอะไรในงานที่ทำอยู่ได้มากกว่าคนที่อยู่ภายนอก จึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงสิ่งที่เป็นอยู่ให้

จนวันที่สนุกหยิบยื่นงานเข้ามาให้…

ขอท้าวความหน่อยว่าจริงๆ ได้งานที่นี่มาสองครั้งแล้วแต่ก็ติดสินใจไม่ไปตอลดรวมทั้งงานหลายๆ ที่ด้วย ซึ่งเพราะยังรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ จนเมื่อมีความรู้สึกแบบนี้เข้ามา ว่าไม่มีความก้าวหน้าจากสิ่งที่ทำอยู่ เนื่องด้วยอะไรก็ตาม เราไม่ดีพอ ไม่มีที่เดิน หรือหัวหน้าไม่ไห้โอกาส หรือ เรื่องขององค์กรก็เหอะ แต่เราก็ไม่อยากโทษใครเพราะคงไม่มีประโยชน์อะไร เพียงแต่เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าเรายังจะอยู่แบบนี้หรือ ทำไมเราถึงไม่คว้าโอกาสไว้

แต่การย้ายออกจากที่นี่ ที่ซึ่งก็มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งทำงานเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงทำให้เครียดไปหลายคืน สนุกได้โทรมาคอนเฟิร์มเย็นวันจันทร์หลังจากสัมภาษณ์รอบสองไปเมื่อวันศุกร์กับทาง CTO จึงไปขอคำปรึกษากับพี่อุ้ม จนผ่านไป 1 สัปดาห์ ก็ยังไม่ได้คุยกัน จนเมื่อมีโอกาสคุยพี่อุ้มก็ไม่ว่าอะไร และยังสนับสนุนให้เราหยิบฉวยโอกาสนั้นที่ pmd ยังไม่สามารถให้ได้ จึงได้ตอบตกลงไปในรอบนี้

หลังจากนั้นปัญหาก็ตามมา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในทีมกันทำให้ทุกคนไม่พอใจบรรยากาศที่เกิดขึ้น ต่างคนต่างแรง
แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามเป็นเหตุผลแต่ ใจจริงผมอยากให้บรรยากาศทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ วันที่เราอยู่กันอย่างพี่น้อง ทุกคนทำงานด้วยรอยยิ้ม มีความสุขกับวันรุ่งขึ้น ทุกคนยังเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง ทำดีต่อกัน แม้จะยังอยู่ด้วยกัน หรือ ที่ออกไปแล้วด็ตาม ไม่ว่าใครจะมองกันอย่างไร แต่สุดท้ายก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่าให้อารมณ์มาพิสูจน์อะไรต่อไปเลย

Apr 8th, 2009 อยากเล่นหุ้นมั้ยฟังทางนี้ก่อน

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น คำกล่าวนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะ หุ้นนี่ว่าไปมันก็เหมือนเป็นการเสี่ยงโชคของคนที่ฐานะตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงคนที่เป็นเศรษฐีเลยทีเดียว คนที่เสียตังกับหุ้นก็เยอะ คนที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากหุ้นก็มีมากมาย ถามว่าคนสองกลุ่มนี้มีอะไรต่างกันบ้าง โชคงั้นหรือ แล้วคนที่เล่นหุ้นเป็นรายได้หลักนี่เค้าโชคดีทุกวันเลยหรือ

ผมคงไม่กล่าวหรอกนะครับว่าเราจะเล่นหุ้นยังไง เปิดพอร์ทยังไง เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากอ่านเป็นแน่แท้ เดี๋ยวจะกลายเป็น สอนเสือขี่หลังจรเข้ว่ายน้ำอีก(เอ เกี่ยวกันมั้ย) บทความนี้ผมจะไม่กล่าวถึงหุ้น ว่าซื้ออะไรดี ขายเท่าไหร่ ซื้อเท่าไหร่ดี เพราะผมบอกไม่ได้ งั้นคงรวยไปแล้ว

การเล่นหุ้นผมก็เห็นมีคนเล่นหลายสูตรเหลือเกิน ทั้งการเล่นแบบเน้นคุณค่า การเล่นเพื่อเก็งกำไร เล่นวัดดวง ผมก็เล่นมาหลายแบบเหมือนกัน แต่หลักใหญ่ๆ ของการเล่นทุกแบบก็จะคล้ายๆ กันคือ

- ให้มองหุ้นทุกตัวเป็นการลงทุน การลงทุนไหนที่ไม่เห็นแสงสว่างดู ทำแล้วไม่น่ารอด คงไม่มีใครอยากไปร่วมลงทุนด้วยหรอก ให้มองหาหุ้นที่ดูมีอนาคตก่อนเสมอ
- อย่าโลภข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากๆ เลยในการเล่นหุ้น ให้มองว่าไม่มีธุรกิจอะไรหรอกทำเงินให้คุณได้ 20% -30% ในช่วงข้ามคืนหรอก ถ้ามีก็จงหลีกให้ห่าง เพราะคุณกำลังเป็นแมลงวัน
- เล่นหุ้นดูชาวบ้านหน่อย อย่าไปสวนกระแสมากนัก โดยหากถ้าเล่นยาวให้ดูแนวโน้มยาวๆ ถ้าเล่นช่วงสั้นให้ดูจำนวน volume ในแต่ละ step ให้ดี หากฝั่งขายมีปริมาณไม่มากนักก็มีโอกาสลากขึ้นง่าย หากฝั่งซื้อน้อยหุ้นก็มีโอกาสลงได้ง่าย ให้ดูว่าช่วงหุ้นช่วงใดมี volume สูง นั่นคือแนวต้าน แนวรับ
- อย่าหลอกตัวเอง ขาดทุนคือขาดทุนต้องยอมปล่อยไปซะบ้าง เพราะการคาเงินที่หุ้นใดนานๆ ทำให้เราเสียโอกาสในการทำกำไรกับหุ้นอื่น
- พึงระลึกไว้ว่าหุ้นจะขึ้นเมื่อเราขายหมดเสมอ เพราะ หุ้นที่มีเจ้าเล่นอยู่นั้น เค้าจะลากขึ้นต่อเมื่อเค้าเก็บหุ้นจากเราไปหมดแล้ว อย่ากระโตกกระตาก กินน้อยๆ อย่าตะกละ อย่าไปโลภในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา เล่นช้าๆ อย่าทุ่มก้อนใหญ่ให้ผิดสังเกต
- ข้อนี้สำคัญที่สุด พึงประเมิน return of investment ของเราว่าจะพอดีที่เท่าไหร่ จำไว้เสมอว่า high risk high return อย่าไปหวังว่าจะได้กำไรเดือนละหลายๆ เท่า เพราะมันเป็นไปได้แค่ 1 ใน ล้าน
- ศึกษาให้มาก อย่าเล่นหว่านไปทั่ว บางคนเลือกที่จะจับหุ้นหลายตัวเพราะ ถ้าวันไหนหุ้นไม่วิ่งจะได้ไปเล่นตัวอื่นหรือก็ต้องการกระจายความเสี่ยงก็ตาม เพราะหุ้นแต่ละตัวนั้นจะมีโอกาสขายทำกำไรไม่กี่นาทีหรอกในหนึ่งวัน เล่นหลายตัวเราอาจจะพลาดจังหวะนี้ได้ เล่นให้น้อย แต่ศึกษานานๆ ทั้งหาจังหวะดีๆ เล่นทีเดียวไปเลย ประมานเอาให้รู้จริงไปเลยว่างั้น

สำหรับผม เล่นได้วันละแค่ 0.10% ก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้าได้เท่านี้ทุกวันผมจะได้กำไรปีละ 20% ทีเดียว เห็นมั้ยครับคิดแบบนี้ทำให้การเล่นหุ้นง่ายขึ้นมากเลยใช่มั้ยครับ ทุกวันนี้ผมเล่นแค่ไม่กี่ตัว หลักๆ ก็มี PSL, TTW, PTTEP, PTTAR แค่นี้แหละครับ

Mar 24th, 2009 ว่าด้วยเรื่อง ipod

ผมเชื่อว่าในบรรดานักเล่น gadget นี่ ipod คงเป็นของเล่นอันดับต้นๆ ที่จะเล่นกัน แต่ละรุ่นก็ออกมามามายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งซื้อวันนี้ พรุ่งนี้อาจราคาร่วงได้เลยทีเดียว

ถ้าจะพูดถึง ipod ก่อนอื่นก็ต้องมาเกริ่นกันก่อนว่า ipod คืออะไร
iPod คือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาขนาดเล็ก ที่สามารถพกพาไปมาได้สะดวกซึ่งสามารถบรรจุเพลงได้จำนวนมหาศาล iPod มีความสามารถเหนือเครื่องเล่นแผ่น CD ชนิดเทียบกันไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของเสียงเพลงที่สัมผัสหรือความสะดวกในการพกพา ซึ่ง ipod แต่ละรุ่นแต่ละตัวก็มีวัตถุประสงค์การออกแบบที่แตกต่างกันไป

ผมยังจำวันที่ซื้อ ipod เครื่องแรกได้เลยเป็นรุ่น ipod photo หรือ ipod Gen4 60Gb ซื้อมาที่ราคา 20000 บาท ซึ่งถือว่าราคากลางๆ ในสมัยนั้น

จนเมื่อวันเวลาผ่านไป 2 ปี เครื่องคู่ใจเก่าผมได้เกิดอาการเอ๋อ คือ hang บ่อยมากจนผมรำคาญจึงได้ไปถอยรุ่นใหม่มาคือ ipod nano 3g ที่ราคา 8590 บาท ตัวนี้เลย ipod nano 3g ซึ่งถูกกว่าตัวแรกกว่าค่อน คิดแล้วน่าเสียดายทีเดียว

แต่ทุกวันนี้ ipod 8g เหลือไม่ถึง 5000 นี่สิ คิดแล้วน่าใจหายนัก แต่อย่างว่าแหละครับ ของ electronics นี่ราคาตกไวเป็นธรรมดา แต่ก็ถือคติว่าซื้อก่อนใช้ก่อนแหละครับ

ความประทับใจที่ได้รับ เรื่องรูปร่างหน้าตานี่ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็คงชอบ design ของมันแหละครับ แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากกว่าคือ เรื่องเสียงนี้แหละ แต่ละรุ่นของ ipod ก็จะออกแบบเสียงออกมาแตกต่างกันพอควร แต่ทุกรุ่นนั้นผมให้คะแนนเสียงในระดับที่สูงมากๆ โดยเฉพาะหากต้องการหฟังเพลงที่ต้องการเน้นรายละเอียดดีๆ มิติดสียงดีๆ หรือว่าจะฟังแบบ audiophile ผมเชื่อว่า ipod ก็สามารถให้ได้ไม่ยากเช่นกัน โดนยเฉพาะเมื่อจับมาประกบกับหูฟังที่คู่ควรกับมัน(ตอนนี้ผมใช้ กับ UE Triple.Fi10) แต่ตอนนี้ 8Gb ก็ไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไหร่สำหรับผมเพราเพลงที่ผมฟังนี้ก็เป็น 320Kbps หรือ lossless ทั้งหมด ตัวต่อไปคงมองที่ตัว 16G หรือ 32Gb เลย

ตัว 16 คงมองตัวนี้ Apple iPod nano 16 GB Yellow (4th Generation) รอก่อนนะอีกไม่นานคงได้เจอกัน

Mar 3rd, 2009 รีวิวสายสัญญาน เงินทองแดงแกนเดี่ยว สูตร B_Rabbit

img_5454

ปกตินี่ผมเป็นคนชอบงาน DIY อยู่แล้วถึงแม้จะไม่ได้ทำเองก็เหอะสาย DIY ใน Ebay ก็ลองมาหลายเส้นขายก็เข้าเนื้อตลอด แต่ผมก็เป็นคนนึงแหละที่ไม่เชื่อพวกสาย Voodoophile หรือ พวกสายหมอผีเช่นไปเอาลวดนู่น ลวดนี่มาถักไปแกะมอเตอร์เอาบ้าง หรือไปเอาสายลวดตากผ้ามาทำบ้าง

งาน DIY ที่ผมรับได้นั้นผมจะมองวัสดุที่พอมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับบ้าง หรือด้วยชื่อเสียงก็แล้วแต่ แต่ต้องสามารถทำออกมาในระดับ mass ได้ เพื่อให้เกิดการแจกจ่ายและการวิพากษ์กัน

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน เมื่อสองอาทิตย์ก่อนผมปล่อยสาย mini เป็นแกนเดี่ยวออกไปเส้นนึง แต่ในใจลึกๆ ก็ยังชอบสายแนวนี้อยุ่บ้าง ผมเลยพยา้ยามเสาะหา และสอบถามและหาข้อมูลกับคนที่เล่นสายในเวบ hifi นึงของฝาหรั่งเค้า ก็ได้รู้จักสายเงินยี่ห้อหนึ่งเป็นที่โด่งดังมากในกลุ่ม diy ของเมืองนอกเค้า ผมก็เลยอยากลองของ จึงแชร์กับคุณชัยเพื่อสั่งสายมามากๆ หน่อยเพื่อลดต้นทุน เลยสั่งสายเงินมาทั้งหมด 50 ฟุต ทองแดงสองสูตรเส้นละ 10 ฟุตราคาก็เอาการทีเดียวสายเงินเมตรนึงก็หลักพันอยู่ จากคำร่ำลือสายนี้จะเกิดเพื่อมาเป็นคู่แท้กับแอมป์หลอดทีเดียว รูปสายนั้นคุณชัยได้ถ่ายมาให้ดูแล้ว ผมเลยอยากเอาผลการใช้งานมาเล่าสู่กันฟังแล้วกัน

ผมนั้นก็ได้ลองสายคุณชัยมาหลายเล้น(ก็เกือบทุกอันที่เค้าขายมั้ง เพราะพอไปห้องแกก็หยิบให้ลอง) แถมก็ยังเคยโมสาย fi10 กับแก การเล่านี้อาจมีการพาดพิงสายแกไปบ้างก็ขออภัยไว้ก่อน

สูตรที่ใช้ทำสายครั้งนี้ก็อย่างที่คุณชัยบอกคือเป็น RCA2RCA สายสัญญานเป็นเงินหุ้มเทฟล่อนสองเส้น ส่วน ground เป็นทองแดงสองชนิดผสมกัน คือแบบหุ้มเทฟลอน และแบบหุ้มฝ้ายผสมกัน โดยทั้งหมดเป็นสายแกนเดี่ยวเบอร์ 22AWG สายทุกเส้นเป็นสารบริสุทธิ์ >99.99% ทีเดียว(พวกนี้ราคาคุยมั้ง ผมก็คงไม่ลองโดยเอามาหยดสารละลายหรอก) ทั้งหมดเข้าหัวของ Autotek ซึ่งก็เป็นหัวในระดับ budget ที่เค้าเล่นกันในสายราคาถูก

system ที่ผมใช้ทดสอบคือ
speaker : kef-iq3
ac : in-akustic monitor ac 2502 เข้าหัว furutech Fi11
Int amp : ts300i แอมป์หลอด
speaker cable : audioquest rocket 44 bi-wire + audioquest BFA banana
กรองไฟ : Clef pb6
source : FLAC file 24/96 + cretive digital sx

โดยการฟังสายสัญญานนั้นผมถือว่าเป็นอะไรที่เห็นชัดมากๆ โดยในความคิดของผมสิ่งที่ส่งผลต่อเสียงจะมีตามนี้
สัญญาน > สายไฟ > สายลำโพง > ขาตั้ง > เครื่องกรองไฟ > accessory

เสียบเข้าไปทีแรกเสียงจี่ที่เกิดจากการรบกวนของไฟที่เกิดจาก sx นี่แทบหายไปทีเดียว เนื่องจากเป็นสายใหม่ยังไม่ได้เบิร์นเสียงความถี่ย่านแหลมอาจกุดไปบ้าง ฟังเพลงแล้วเหมือนนักร้องไปเล่นกีฬามาก่อนมาร้องเพลง เสียงถึงเฉพาะตัวโน๊ตแรกแต่ลากเสียงไม่ขึ้น แผ่วปลาย เสียงเก็บรวดเร็ว ฟังแล้วผิดหวังพอควร เลยเลิกสนใจมันไปก่อนปล่อยมันเบิร์นไปเรื่อยๆ

พอตื่นเช้าก่อนไปทำงานมีเวลาฟังใหม่ซัก 40 นาที ก็เป็นอย่างที่คาดสายหุ้ม teflon ใช้ไปไม่นานก็จะเริ่มปล่อยบุคลิคให้เราเห็น ไม่เหมือนสายพวกฉนวน PVC ซึ่งต้องอาศัยการเบิร์นอินนานกว่า พอฟังทีแรกเสียงจี่ที่เคยหายไปมันก็กลับมาเช่นเดิม 55555 ไม่รู้ดีหรือไม่ดี เริ่มเปิดเพลงแผ่นคุ้นเคย Olivia ชุด Fall in love with เริ่มจาก First of may เพลงที่คุ้นเคย ท่อนแรกที่เป็นการเกากีตาร์ก็รู้สึกถึงความแตกต่างจากที่เคยฟังทันที เสียงนิ้วเกี่ยวกีตาร์ที่หลุดออกจากสายกีตาร์นี่ ผมรับรู้ได้ถึงแรงเกี่ยวที่หลุดออกจากสายทีเดียวและอาการสั่นของสายที่ยังมี อยู่หลังการดีดเลยทีเดียว น้ำหนักของเล็บที่เกียวก็มีการไล่ระดับได้อย่างไพเราะเจาะจงทีเดียว

มาถึงเสียงร้องกันบ้าง ในบรรดานักร้อง cover ผมว่า olivia เป็นคนที่ออกเสียงาษาอังกฤษได้ดีมากคนนึงมีการเล่นจังหวะเสียง มีการออกอักขระ Z X S ได้อย่างมีเสน่ห์ เสียงร้องที่ได้รับนี่ผมถือเป็นจุดเด่นของสายเส้นนี้ทีเดียว เพราะสามารถทำให้ผมเห็นถึงเสียงร้องที่ทอดยาว ยาวจนกระทั่งได้สัมผัสถึงการกลืนน้ำลาย และ เตรียมหายใจเข้าเพื่อร้องในท่อนต่อไปทีเดียว เสียงร้องมีการจัดวางได้อย่างน่าดูเพราะเหมือนจะถูกยกให้อยู่สูงกว่าเดิม เล็กน้อยแล้วดันให้เวทีออกไปทางลึกมากกว่าที่จะออกไปในแนวแผดออกแนวข้าง เหมือนสาย fa-220 หรือ kimber

การให้เสียงดนตรี การแยกชิ้นอาจจะไม่ชัดเจน จะแจ้ง และ เด็ดขาดเท่าสาย kimber หรือ fa-220 แต่จะออกในโทนไหลลื่นไม่ดุดันฟังแล้วเหมือนนั่งใน Jazz club มากกว่าที่จะเป็น concert hall ดนตรีมีความเป้นดนตรีไหลลื่น เหมือนกำลังฟังนักดนตรีนั่งเล่นด้วยกัน ไม่ได้ฟังเพลงที่ต่างคนต่างอัดแล้วเอามา mix รวมกันเลยทีเดียว เสียงที่ได้จากเครื่องเคาะทองเหลือง หรือ สายลวด นี่แทบไม่มีสากเสี้ยนแหลมไปไม่ไกลมากแต่ครบถ้วนเก็บตัวช้า ฟังสบายไม่สาก ไม่รู้สึกว่าฟังแล้วเครียดหูเลย ที่สำคัญ soundstage กว้างมาก ไม่แพ้เสียงในด้านลึกเลยทีี่เดียว ฟังแหล้วเหมือนลำโพงหายไปทีเดียว

เปลี่ยนมาฟัง Rose ของ Olivia กันบ้าง เำพลงนี้ผมถือเป็นเพลงปราบเซียนของการเซตเครื่องเสียงบางชุดเลยเพราะมีการ เล่นกีตาร์ที่มีเสียง harmonic ทั้งเพลงฟังแล้วสายมีกาารสั่นเครือๆ ตลอดทั้งเพลง system ที่มี dynamic ไม่ดีพอนี่ฟังแล้วจะรู้สึกว่าดนตรีมันเครียดทีเดียวปลายเสียงจะสั่นแล้วทำ ให้เสียงร้องโดนกวนไปเลย แต่สายเส้นนี้ก็ไม่ทำให้เสียงสั่นเครือดังกล่าวมาทำให้เสียงร้องดูด้อยไปแม้ แต่อย่างใด กลับทำให้ปลายเสียงที่สั่นนั้นคลอเคลียไหลลื่นไปกับเสียงนักร้องได้ลงตัวที เดียว

หลังจากทดลองกับเพลง vocal jazz แล้ว ก็เปลี่ยนมาลองกับพวก instrument อย่าง depapepe บ้าง ผลลัพธ์ที่ได้รับนี่ก็อย่างที่คาดไว้จริงๆ สายเส้นนี้ให้เบสที่ค่อนข้างลงลึกมากกว่าจะเป็นเบสกระแทก เบสปริมาณที่ได้รับไม่มากเท่าสาย Fa220 แต่ก็ไม่ขาดหาย แต่เบสจะถูกกดลงไปเพื่อไม่ให้มากวนเสียงกลาง ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้นี่เหมาะกับคนเล่นหลอดอย่างผมมาก เพราะโดยปกติแอมป์หลอดทั่วไปจะให้เสียงเบสที่คุณภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หากเจอ system ที่ให้เบสล้นๆ อาจจอดป้ายได้

พอเปลี่ยนแนวเพลงที่ทดสอบ เป็นแนวที่รวดเร็วกระฉับกระเฉงขึ้นเช่นพวก dragonforce หรือ helloween ผมมองว่าสายเส้นนี้ทำคะแนนได้ไม่ดีนัก หรือทำได้แค่เกาะกลุ่มพอรับได้เท่านั้น เปิดฟังทีแรกเสียง solo กีตาร์ไฟฟ้านี่แหลมแผดบาดหูมาก เสียงการลากสายนี่ดังเอี๊ยดๆ ดูแล้วน่ารำคาญทีเดียว เสียงร้องก็ดูบางๆ หุบ ไปบ้าง เนื่องจากเสียงเบสที่ไมอิมแพคเท่าที่ควร แต่ผมก็ยังหวังว่ามันจะดีขึ้นหากเบิร์นนานกว่านี้

จากซาวน์ดสเตจที่กว้าง แล้วมิติที่ลึกมากๆนั้นทำให้ห้องที่ผมฟังซ่งเป็นห้องนอนไม่มีการเซตอคูสติ กใดๆ ไม่มีการจัดการวางลำโพงใหม่(ผมกลับถึงบ้านตีสองก็เสียบฟังเลย) ได้ความรู้สึกเหมือนฟังเพลงในห้องฟังที่มีการเซตอัพอย่างเรียบร้อยเลยที เดียว

กระทู้นี้ที่เล่าเป็นความรู้สึกที่ผมได้รับจากสายเส้นนี้เลย ขอเขียนเชียร์เต็มที่เลยเพราะผมไม่ได้สั่งสายเข้ามาขายเพื่อเอากำไร แล้วที่สำคัญทองแดงที่ทำสายเสันนี้ก็เพียงเล็กน้อยคงไม่สามารถทำขายในจำนวน มากๆด้วย(ผมตั้งใจจะเหลือไว้ทำมินิทูมินิ) แล้วด้วยถ้าสั่งมาใหม่คงอีกนาน ก็จะเหลือแต่สายเงินซึ่งคุณชัยคงเก็บไว้ทำสายใช้เอง แล้วต้นทุนก็พอควรเลย

Dec 9th, 2008 การเมืองเรื่องตัณหา

จบไปแล้วกับการเมืองภาคประชาชน(ฆ่าประชาชน) โดยการสั่งยุบพรรคพลังประชาชน และการให้พ้นจากตำแหน่งของนายสมชายวงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเบื้องหลังเบื้องลึกก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใครอยู่เบื้องหน้า ใครอยู่เบื้องหลังก็ว่ามากันไป แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยกันซักที และก็เป็นการเริ่มต้นการกอบกู้ซากศพที่เป็นผลกระทบจากการก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้ โดยทางผู้ก่อการร้ายพันธมิตรได้อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่พอปะทะกันผมก็สงสัยอย่างก็ไม่รู้เอาอาวุธที่ไหนมายิงกัน

พอหลังจากเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เข้าสู่การเมืองเต็มรูปแบบกันซักที คำว่าการเมืองแบบไทยๆ นั้นก็คือการทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดของตัวเองนั้นแหละ จากสองฝ่ายที่เคยห้ำหั่นกันใส่ร้ายป้ายสีกัน ว่าเขาที่คิดไม่เหมือนตนเองว่าเป็นพวกไม่มีอุดมการณ์ โกงกินชาติ ทุจริตกัน สาดกันเข้าไป แต่ทำไมวันนี้กลับกลายเป็นคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกันไปได้ คนที่เคยดำพอมารวมกับพวกตนเองก็บอกว่าจะไม่ดำ เพราะจะถูกพวกตัวเองซึ่งเป็นสีขาวกลืน มันเป็นซะอย่างงั้น คนที่เคยเป็นเพื่อนตายร่วมทุกข์สุขกันมา พออำนาจเปลี่ยนก็กลับลำประจบประแจงอีกฝั่งทันที บอกว่าอดทน และ เสียสละเพื่อชาติ แต่ผมในฐานะประชาชนอยากบอกว่า

อยากทำเพื่อชาติมึงก็เลิกแดกซักทีสิวะ เอาเวลาไปทำงานมากกว่าเล่นเกมส์การเมืองเถอะ

ไม่รู้ว่ายางอายของคนที่จะมาบริหารประเทศหายไปไหนหมด คนที่เคยขุดพ่อล่อแม่เอาโคตรเหง้ามาด่า ก็ลืมกันไปหมดเพราะคำว่าผลประโยชน์อย่างเดียวจริงๆ หรือทุกวันี้ก็อยู่ร่วมกันเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าทำใจอยู่ได้กันได้อย่างไรไม่รู้ว่าเพราะอุดมกรณ์หรือผลประโยชน์กันแน่

แต่อย่างไรก็ดีใครจะมาบริหารประเทศก็ขออย่าให้มีเรื่องวุ่นวายต่อไปก็แล้วกัน ผมไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ผมยึดถือคำนี้มาตลอดว่า

หากคนในชาติรู้จักคำว่าหน้าที่มากกว่าสิทธิ ประเทศเราคงไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คนที่อ่านได้เอาไปคิดบ้างละกันครับ

Nov 26th, 2008 รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ปัญหาต่างๆทุกวันนี้ เป็นเพราะ รัฐบาลไม่ยอมลาออก
ทั้งๆที่รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมไม่ชอบ รัฐบาลต้องลาออก
ถ้ารัฐบาลไม่ยอมลาออก งั้นเวลาผมทำอะไร รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

ผมเป็นโจร – ทำร้ายคนอื่นๆได้-ผมไม่ต้องรับผิดชอบ- รัฐบาลต้องรับผิดชอบ-เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

ผมเป็นขโมย – ยึดสถานที่ราชการ -ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

พวกผมแขนขาดขาขาด-เพราะตำรวจปกป้องสถานที่ราชการไม่ยอมให้ผมบุก-ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

แม่ครับ ครูตีผมเพราะผมไม่ทำการบ้่าน – ผมไม่ผิดนะ –ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

พวกผมพกอาวุธปืน – ไล่ยิงคนฝั่งตรงข้ามที่เขามีแต่ไม้ -ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

พวก ผมทำให้นักท่องเที่ยวกลับบ้านไม่ได้-เพราะผมยึดสนามบิน-เกิดความเสียหายคิด เป็นเงินวันล่ะ500ล้านบาท -ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

หมาข้างบ้านมันกัดขาผม – รัฐบาลผิดที่ให้หมามากัดขา -รัฐบาลต้องลาออก(หมายถึงหมาจริงๆอ่ะนะ ไม่ได้เปรียบเทียบอะไร )

อาจารย์ ฝ่ายปกครองครับ – ผมต่อยเพื่อนนักเรียนด้วยกันหัวร้างข้างแตก -ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

….อะไรของมันว่ะ…??
ถ้ารัฐบาลยอมลาออก ไอ้ที่แล้วๆมาที่ผมทำอะไรเอาไว้ ก็ลืมๆมันไปเหอะ -ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลรับผิดชอบแล้ว(ด้วยการลาออก)
…-*-..ไอ้พวกนี้นี่..??
เอา เป้นว่า ระหว่างนี้ ผมจะทำอะไรก็ได้ตามใจผม โดยที่ผมไม่ต้องสนใจกฏหมายบ้านเมือง เพราะว่า-ผมไม่ต้องรับผิดชอบ -รัฐบาลต้องรับผิดชอบ -เพราะรัฐบาลไม่ยอมลาออก

………….โถ…เด็กน้อย…….เฮ้อ…..
ใกล้จะเป็น คอมมิวนิสแฝงประชาธิปไตย แล้วนะ เหอๆๆ

Oct 28th, 2008 วงการพระเครื่อง

ว่าๆ ไปแล้วผมก็ไม่เคยจะคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มารู้จักวงการนี้ แต่เนื่องจากครึ่งปีก่อนผมได้เข้าไปอยู่กับมันแล้วรู้จักกับมันจึงได้เกิดโปรเจกต์สตูดิโอบางแคดอทคอมขึ้นมา ถามว่ามันคืออะไรคร่าวๆ มันก็คือ สตูดิโอถ่ายภาพทั่วไปแหละครับ แต่เน้นว่าเป็นภาพพระเครื่องนะครับ

เท้าความกันก่อนคือเมื่อครึ่งปีก่อน น้องที่รู้จักได้ไปใช้บริการถ่ายภาพพระเครื่องชื่อดังที่นึง แล้วเกิดความไม่ประทับใจขึ้น ก็เลยเกิดไอเดียที่ว่าทำไมเซียนพระมากมายถึงใช้บริการร้านนี้ ทั้งที่ก็ไม่ได้บริการดีอะไรมากมายเป็นเพียงร้านของคนจีนแก่ๆ แต่ก็ได้รับคำตอบจากเซียนพระว่า ไม่มีใครถ่ายได้ดีกว่าร้านนั้นหรอก เค้าถ่ายเก่งที่สุด พอได้ยินแบบนี้เพื่อนผมก็เลยจี๊ด คิดในใจว่าคนเหมือนกันมือเท้าเท่ากัน ทำไมจะทำเหมือนกันไม่ได้ จึงมาปรึกษาผมเรื่องถ่ายรูป และ เพื่อนอีกคนที่เป็นเซียนพระ เพื่อร่วมมือทำสตูดิโอถ่ายพระขึ้น

ช่วงแรกก็ขรุขระพอควรเพราะผมถ่ายรูปได้แต่ก็ไม่รู้อะไรกับพระเครื่องเลย พระเครื่องก็มีมากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น พระผง พระเลี่ยม พระกริ่ง กะไหล่ เหรียญ วัตถุโบราณ เราจะถ่ายอย่างไรหละให้เห็นรายละเอียดครบถ้วนและชัดเจนอย่างที่เซียนพระต้องการ ถ้าถามว่ากว่าจะเปิดร้านได้นี่ถ้าจะพูดผมถ่ายพระมาเป็นพันรูปก็ดูจะไม่เกินไปนัก

จากการลองผิดลองถูก ทั้งที่ลงทุนไปมากมาย ทุกวันนี้สตูดิโอบางแคดอทคอมเป็นจริงแล้วครับ ด้วยเทคนิคถ่ายภาพแบบใหม่แฟร์เลสโฟโตกราฟฟี้นี้ ถ้าถามว่ามันคืออะไร ถ้าพูดถึงรูปถ่ายทั่วไป ที่ยังใช้เทคนิคการจัดไฟและอุปกรณ์แบบดั้งเดิมกันอยู่ส่วนใหญ่ ทำให้ภาพที่ได้ ถึงแม้จะชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถทำให้บริเวณภาพทั้งหมดพ้นจากการสะท้อนของแสงไฟได้ โดยเฉพาะพระที่มีการเลี่ยมกรอบมา แต่ด้วยเทคนิคในการถ่ายแบบ แฟร์เลสโฟโตกราฟฟี้นี้ ทำให้ภาพทุกภาพที่ได้รับการถ่าย มีความชัดเจน รวมทั้งไม่ปรากฎเงาสะท้อนของแสงไฟไปรบกวนในภาพด้วย บางแคดอทคอม เกิดมาเพื่อรองรับธุรกิจถ่ายรูปพระเครื่องเต็มรูปแบบ 

ทางผมยังมีบริการ แฟร์เลสโฟโตกราฟฟี่แบบด่วน ทำให้คนที่มาถ่ายไม่ต้องเสียเวลารอ  รับรูปอีกต่อไปถ่ายแล้วรอรับได้ เพียงเวลาไม่เกิน 10 นาทีต่อองค์ ภาพถ่ายที่ได้ยัง  เป็นภาพถ่ายไร้เงาไม่มีแสงสะท้อนมารบกวนองค์พระไม่ว่าจะเลี่ยมหรือไม่  เลี่ยมก็ตาม ทำให้ภาพที่ออกมาดูมีราคาขายต่อง่าย กว่าไปถ่ายร้านถ่ายแบบเดิมๆ ด้วย

โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในร้านผมทั้งหมดก็เป็นแบบมาตรฐานแบบที่ใช้ในสตูดิโอชั้นนำเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ก็ขอให้เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

Oct 16th, 2008 ข่าวด่วน Leah Dizon ท้องก่อนแต่ง

ตอนเช้าวันนี้ไปทำงานมีข่าวน่าตกใจให้ทราบแต่เช้าเลยว่า Leah Dizon สาวลูกครึ่ง(หรือหลายคตรึ่งก็ไม่รู้) ชาวอเมริกัน ฟิลิปินส์ ฝรั่งเศส จีน ขวัญใจผู้ชายกว่าค่อนโลก เธอได้ท้องแล้ว กับ slylist หนุ่มของเธอนั่นเองโดยฝ่ายชายมีอายุแก่กว่าเธอถึง7 ปี โดยมีอายุ 29 ขวบปี โดยฝ่ายชายนั้นเคยร่วมงานกับลีอาห์มาตั้งแต่หนึ่งปีก่อน ทั้งสองย้ายมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่ฤดูร้อนที่ผ่านมา (อันนี้ไม่รู้ว่าทางแมเนจเมนต์ยอมได้ยังไง) ทางฝ่ายชายนั้นให้แหวนหมั้นกับลีอาห์ตอนปลายเดือนสิงหาคมหลังจากจบงานการทัวร์คอนเสิร์ตของเธอที่เมืองชิบูยะ ก่อนที่เธอจะปิดคอนเสิร์ตในเพลงสุดท้ายของทัวร์คอนเสิร์ต Communication!!! ได้ประกาศข่าวต่อแฟนเพลงถึงการแต่งงานอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของแฟนๆ ใน hall เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา

ข่าวระบุว่าตอนนี้ลีอาห์ตั้งครรภ์ได้ 3-4 เดือนแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว แล้วหลังจากนี้ ลีอาห์จะขอพักงานชั่วคราวเพื่อดูแลตัวเองและลูกในท้อง คลอดเมื่อไหร่ จะกลับเข้าวงการอีกครั้ง

อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็เอาใจช่วยขอให้คู่นี้รักกันนานๆ นะครับ

รูปแต่งงาน leah
รูปประกอบจากเวบไซต์ you2play.com